เสาหลักที่ 1 : การตรวจรักษาด้วยวิธีการแพทย์แผนปัจจุบัน : Conventional Medicine
แนวทางการตรวจวินิจฉัย รวมถึงการรักษามะเร็งตามแบบแผนของการแพทย์ปัจจุบัน จะมีการกำหนดแนวทางในการดูแลเป็นขั้นเป็นตอน ตั้งแต่การตรวจคัดกรอง การตรวจทางห้องปฏิบัติการต่าง ๆ รวมถึง การตัดชิ้นเนื้อ เพื่อให้ได้การวินิจฉัยที่แน่ชัด รวมไปถึงการประเมินระยะของโรคมะเร็ง เพื่อพิจารณาการบริหารยา หรือการทำหัตถการต่าง ๆ ในการรักษาได้แก่ การผ่าตัด การใช้เคมีบำบัด การบำบัดทางรังสีวิทยา การใช้ยามุ่งเป้า หรือยาระบบภูมิต้านทานบำบัด เป็นต้น ซึ่งในบางครั้งอาจไม่สามารถกำจัดต้นตอของมะเร็งได้ทั้งหมด เช่น ยากลุ่มเคมีบำบัดจะมีข้อดี คือ สามารถทำลายเซลล์มะเร็งที่อยู่ในระยะแบ่งตัวได้ดี แต่อาจส่งผลน้อยมากกับ เซลล์มะเร็งต้นกำเนิด ทำให้เกิดการกลับมาเป็นซ้ำของโรค รวมไปถึงการเกิดภาวะดื้อยาของเซลล์มะเร็งอีกด้วย
ผลลัพธ์ของการรักษาจึงขึ้นกับชนิดของมะเร็ง และระยะของการดำเนินโรค มะเร็งในระยะเริ่มต้นที่เมื่อเข้าสู่กระบวนการรักษาและสามารถกำจัดเซลล์มะเร็งออกได้ทั้งหมด จึงมักจะมีผลลัพธ์ที่ดีหรือมีอัตราการรอดชีวิตที่มากกว่า มะเร็งในระยะลุกลาม
Akesis จึงมีแนวทางของการใช้การแพทย์บูรณาการมาผสมผสาน เพื่อเพิ่มโอกาสให้คนไข้ของเรา เป็นหนึ่งในผู้ที่ตอบสนองต่อการรักษา และกลายมาเป็นผู้ที่รอดชีวิตจากโรคมะเร็ง
เสาหลักที่ 2 : การยับยั้งการเติบโตของเซลล์มะเร็ง : Multiple Targeted Therapy
กลยุทธ์ในการรักษา คือ การยับยั้งทุกกลไกการเติบโตของมะเร็งโดยสร้างผลเสียกับคนไข้ให้น้อยที่สุด
วงการแพทย์ปัจจุบันได้พัฒนายาใหม่ ๆ โดยการนำยาเดิมมาใช้เพื่อวัตถุประสงค์ใหม่ (Repurposing Medicine) รวมถึงการใช้สารพฤกษเคมีจากพืชสมุนไพร เพื่อนำมาใช้เป็นยามุ่งเป้ายับยั้งในทุกกลไกการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็งได้เป็นอย่างดี
อีกหนึ่งแนวทางการรักษา คือ Precision Medicine หรือ การแพทย์แม่นยำ เป็นเทคโนโลยีล่าสุดที่ทางการแพทย์สามารถนำชิ้นเนื้อมะเร็งและเซลล์ต้นกำเนิดของมะเร็งที่ตรวจพบในเลือดคนไข้ไปตรวจสอบลักษณะทางพันธุกรรมที่มะเร็งใช้ในการเติบโต เพื่อวางแผนในการเลือกใช้ยาให้แม่นยำและตรงกับเซลล์มะเร็งที่กำลับเติบโตอยู่ในร่างกายคนไข้อีกด้วย
เสาหลักที่ 3 : การรักษามะเร็งโดยอาศัยรูปแบบการใช้พลังงานเฉพาะตัวของเซลล์มะเร็ง เพื่อมุ่งหวังทำให้มะเร็งอ่อนแอลง จนเพิ่มโอกาสให้คนไข้สามารถเอาชนะเนื้อเยื่อมะเร็งนี้ได้มากขึ้น : Metabolic Cancer Therapy
การรักษาแบบมุ่งเป้ายับยั้งการสร้างพลังงานของเซลล์มะเร็ง โดยอาศัย ยา หรือสารพฤกษเคมีที่มีการศึกษาว่า สามารถยับยั้งกลไกการสร้างพลังงานของเซลล์มะเร็งนี้ได้ เช่น ยาเบาหวาน Metformin หรือ สมุนไพรสกัดจาก Berberine มีการค้นพบว่าอาจเป็นยาทางเลือกที่จะมุ่งเป้าไปยับยั้งกลไกการสลายน้ำตาลของเซลล์มะเร็งได้
การใช้ อินซูลินบำบัด Insulin potentiated therapy – IPT หรือ การใช้สารพฤกษเคมีต่างๆ เพื่อเหนี่ยวนำยามุ่งเป้าเข้าสู่เซลล์มะเร็งได้แม่นยำขึ้น และลดผลข้างเคียงของยากับคนไข้มะเร็งได้
การใช้ยาเคมีบำบัดขนาดต่ำ หรือที่เรียกว่า Metronomic Chemotherapy ให้ผลลัพธ์ที่ดีของการรักษามากขึ้นเพราะผลข้างเคียงจากยาที่คนไข้ได้รับน้อยลง รวมไปถึง ช่วยส่งผลยับยั้งการสร้างเส้นเลือดของมะเร็ง และเม็ดเลือดขาวสามารถสร้างภูมิต้านทานต่อต้านมะเร็งด้วยตนเองได้ดีขึ้นด้วย
เสาหลักที่ 4 : ภูมิต้านทานบำบัด (Integrative immunotherapy)
การฟื้นฟูความเสื่อมความบพร่องของระบบภูมิต้านทานต้องอาศัยแนวทางที่หลากหลาย เช่น การใช้โภชนาการบำบัด สมุนไพรบำบัด เปปไทด์บำบัด ไทมัสสกัด หรือกลุ่มเซลล์บำบัด เพื่อฟื้นสภาพของเม็ดเลือดขาวคนไข้ให้แข็งแรงขึ้นมาไปพร้อม ๆ กับการฝึกฝนให้ระบบภูมิต้านทานคนไข้สามารถเรียนรู้อัตลักษณ์ต่าง ๆ ของเซลล์มะเร็งที่มีอยู่ในร่างกายคนไข้ เพื่อสร้างภูมิต้านทานถาวรในการเอาชนะมะเร็งได้ด้วยตัวคนไข้เอง เช่น การทำวัคซีนมะเร็งเฉพาะบุคคล Personalized neoantigen cancer vaccine เป็นต้น
เสาหลักที่ 5 : การใช้เวชศาสตร์วิถีชีวิตในการบำบัดรักษา และป้องกันโรคมะเร็ง ( Life style medicine cancer management and prevention )
5.1 Detoxification : การรักษาโดยวิธีการขับสารพิษ เป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยลดปัจจัยก่ออนุมูลอิสระ ลดการบาดเจ็บ และการอักเสบระดับเซลล์ต่าง ๆ อันเป็นจุดเริ่มต้นหนึ่งของการเกิดโรคมะเร็ง มีหลากหลายวิธีด้วยกัน
เมื่อการคั่งค้างของสารพิษที่สะสมมาเหล่านี้ลดลง คนไข้จะมีภูมิต้านทานที่แข็งแรงขึ้น และสามารถฟื้นฟูร่างกายต่าง ๆ ได้ดีขึ้นตามมา
อาหาร การได้รับสารอาหารที่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาได้เป็นอย่างดี โดย ควรเลือกทานอาหารที่มีประโยชน์ ผักผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ เลือกอาหารปลอดสารพิษ และควรหลีกเลี่ยงอาหารแปรรูป และน้ำตาล
ออกกำลังกาย การออกกำลังกายทุกวันจะช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือด รวมทั้งการหายใจเข้าลึก ๆจะช่วยเพิ่มระดับออกซิเจนในเซลล์ ซึ่งมีส่วนช่วยทำลายเซลล์มะเร็งได้
การรักษาสภาพจิตใจ การดูแลด้านอารมณ์และจิตใจ เป็นอีกหนึ่งแนวทางสำคัญที่ควรให้ความสำคัญไม่แพ้กับการฟื้นฟูด้านอื่น ๆ เพราะการดูแลอารมณ์และจิตใจให้แจ่มใสอยู่เสมอ จะเป็นหนทางในการสร้างพลังใจในการต่อสู้โรคให้กับผู้ป่วยมะเร็งได้เป็นอย่างดี
53 ชั้น 3 (อาคาร Urbis โรงแรม ดิ เอทัส บางกอก)
ซอยร่วมฤดี ถนนเพลินจิต แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330
เวลาทำการ
จันทร์-เสาร์ เวลา 9.00 น. – 18.00 น.