เลือกหน้า

ทางหลอดเลือดดำ

การรักษาทางหลอดเลือดดำ (IV) เป็นการให้สารอาหารกับร่างกายที่มีความรวดเร็ว โดยเป็นกระบวนการที่สามารถให้สารอาหารเข้าไปยังกระแสเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพ และการบำบัดรักษาทางหลอดเลือดดำเป็นแนวทางหนึ่งที่สำคัญในการรักษาของศูนย์การแพทย์อคีซิสไลฟ์ ซึ่งถูกออกแบบเพื่อสนองตอบตามความต้องการของผู้ป่วยแบบเฉพาะบุคคล

การรักษาทางหลอดเลือดดำ คือ ส่วนสำคัญของโปรแกรมการรักษาที่ครอบคลุมของศูนย์การแพทย์อคีซิสไลฟ์

วิตามินซีเข้มข้นสูง (High dose Vitamin C)

การให้วิตามินซีเข้มข้นสูงทางเส้นเลือด เพื่อเสริมระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายโดยเพิ่มการสร้างเม็ดเลือดขาวประเภท lymphocyte ,กำจัดสารอนุมูลอิสระในระดับเซลล์, ต้านเอ็นไซม์ Hyaluronidase ซึ่งทำหน้าที่ในการย่อยผนังที่หุ้มรอบก้อนมะเร็ง เพื่อลดการแพร่กระจายของมะเร็งไปส่วนอื่นๆ ของร่างกาย , ฆ่าไวรัสก่อมะเร็งโดยการเร่งการทำงานของเม็ดเลือดขาวให้มากินไวรัสก่อมะเร็งนี้ 

วิตามินซีปริมาณสูงที่ทางอคีซีส นำมาใช้ผ่านทางหลอดเลือดดำ เนื่องจากมีการศึกษาพบว่าวิตามินซีที่มีความเข้มข้นเพิ่มขึ้น การออกฤทธิ์จะมีความหลากหลาย เช่น สามารถฆ่าเชื้อไวรัสและเชื้อแบคทีเรีย อีกทั้งวิตามินซีในปริมาณสูงมาก ศึกษาและพบว่าสามารถทำลายเซลล์มะเร็งได้ด้วย

กลไกที่ทำให้วิตามินซีปริมาณสูงสามารถทำลายเซลล์มะเร็งได้ เพราะถ้าเป็นวิตามินซีปริมาณต่ำจะเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ แต่ถ้าวิตามินซีปริมาณสูงมาก จะเป็นโปรออกซิแดนซ์ (Pro oxidant) หรือตัวเหนี่ยวนำให้เกิดอนุมูลอิสระตัวใหม่ อาจจะเรียกว่าเป็นพิษแต่คือพิษที่เล็กน้อย  และโปรออกซิแดนซ์นั้นจะมีการสร้างไฮโดรเจนโปรออกไซต์ (Hydrogen peroxide) ซึ่งมีคุณสมบัติเป็นอนุมูลอิสระ ซึ่งเซลล์ปกติจะมีเอนไซม์คาตาเลส (Caralase Enzyme) อยู่ ซึ่งสามารถเปลี่ยนไฮโดรเจนโปรออกไซต์ให้กลับมาเป็นน้ำได้ จึงไม่เป็นปัญหากับเซลล์ปกติ แต่เซลล์ที่กลายพันธุ์เป็นเซลล์มะเร็งไม่ได้นำข้อมูลทั้งหมดของการสังเคราะห์เอนไซม์ในเซลล์มาด้วย จึงไม่มีการผลิตคาตาเลสออกมา เพราะฉะนั้นไฮโดรเจนโปรออกไซต์จึงเป็นพิษเฉพาะกับเซลล์มะเร็ง  นอกจากนี้ วิตามินซียังสามารถลดระดับแร่ธาตุทองแดงและธาตุเหล็ก เพราะทองแดงเป็นตัวกระตุ้นในการสร้างเส้นเลือดมาเลี้ยงเซลล์มะเร็ง และธาตุเหล็กจะเป็นตัวกระตุ้นทำให้เกิดกระบวนการอักเสบ และการอักเสบเป็นตัวสนับสนุนเซลล์มะเร็ง   ดังนั้นวิตามินซีจึงเป็นประโยชน์กับการรักษามะเร็งในด้านการปรับสมดุลของแร่ธาตุทองแดงและธาตุเหล็กวิตามินซีปริมาณสูง จึงเปรียบเสมือนเป็นเคมีบำบัดชนิดหนึ่งที่ออกฤทธิ์เฉพาะในการทำลายเซลล์มะเร็ง

อัลฟาไลโปอิกแอซิด และวิตามินบีรวม ( Alpha Lipoic Acid (ALA)  & Vitamin B Complex)

กรดอัลฟาไลโปอิกแอซิด (Alpha Lipoic Acid) เป็นสารต้านอนุมูลอิสระมีคุณสมบัติเป็นกรดช่วยปรับสมดุลให้กับวิตามินซี (Vitamin C) และช่วยให้วิตามินซีสามารถย้อนกลับมาทำงานได้เพิ่มขึ้น จึงเสมือนเป็นตัวรับส่งอิเลคตรอนกับวิตามินซี ดังนั้นการใช้กรดอัลฟาไลโปอิกแอซิดควบคู่กับวิตามินซี จึงเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของวิตามินซี

นอกจากนี้กรดอัลฟาไลโปอิกแอซิด ยังช่วยส่งเสริมการทำงานให้กับวิตามิน อี (Vitamin E) และโคเอนไซม์คิวเทน (Co-enzyme Q10) อีกด้วย กรดอัลฟาไลโปอิกแอซิด จึงได้รับการขนานนามว่าเป็นสารต้านอนุมูลอิสระครอบจักรวาล (Universal Antioxidant) ในส่วนของวิตามินบีรวมนั้น (Vitamin B Complex) เป็นเอนไซม์สำคัญที่ช่วยในเรื่องของระบบการเผาผลาญต่าง

กลไกลการทำงานของกรดอัลฟาไลโปอิกแอซิด และวิตามินบีรวม เป็นดั่งการรับส่งอิเลคตรอนของสารภายในเซลล์ เพื่อขับเคลื่อนระบบเผาผลาญ จึงเป็นการแก้ไขกลไกระบบเผาผลาญให้กลับมาทำงานได้ดีขึ้น รับส่งอิเลคตรอนได้ดีขึ้น และช่วยกำจัดกรดแลคติกที่คั่งค้างออกไปด้วย

กรดอัลฟาไลโปอิกแอซิด ยังมีคุณสมบัติในการจับสารโลหะหนัก เรียกว่าเป็นการลดระดับสารพิษไปได้ในตัว และนอกจากนี้ กรดอัลฟาไลโปอิกแอซิด เป็นส่วนสำคัญในการส่งเสริมภูมิต้านทานของร่างกาย ลดอัตราการอยู่รอดของเซลล์มะเร็ง และลดอัตราการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็ง ทั้งนี้ส่วนของการเผาผลาญน้ำตาลกรดอัลฟาไลโปอิกแอซิดเป็นตัวกระตุ้นให้อินซูลินเผาผลาญน้ำตาลได้ดีขึ้น เรียกได้ว่าสามารถช่วยให้เซลล์แต่ละตัวสามารถเผาผลาญได้ดีขึ้นจึงเสมือนเป็นการแก้ไขมะเร็งที่ต้นเหตุ เพราะจะช่วยเพิ่มการทำงานของกลูโคสให้ขับเคลื่อนไปยังเซลล์และเผาผลาญได้ดี ทำให้ไมโทรคอนเดรียสามารถสร้างพลังงานได้ดี เป็นการช่วยลดภาวะความเป็นกรด ลดกระบวนการเกิดแลคเตรท และเพิ่มประสิทธิภาพให้เซลล์มะเร็งฝ่อตัว

การฝ่อตัวของเซลล์มะเร็งจะต้องอาศัยการทำงานของไมโทรคอนเดรีย และกรดอัลฟาไลโปอิกแอซิด คือ อาหารที่สำคัญที่ช่วยสนับสนุนไมโทรคอนเดรีย เช่นเดียวกับวิตามินบีรวมที่เป็นดั่งกุญแจที่ทำงานผสานร่วมกัน

สารสกัดขมิ้นชันเข้มข้น (Curcumin)

สารสกัดจากขมิ้นเข้มข้น ช่วยลดการอักเสบ ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ต้านอนุมูลอิสระ ลดการสะสมของเบต้าอะมัยลอยด์โปรตีนในสมอง ลดระดับน้ำตาลในเลือด และช่วยต้านมะเร็งโดยเคอคูมิน ใช้รักษามะเร็งเม็ดเลือดขาว มะเร็งต่อมน้ำเหลือง มะเร็งเต้านม มะเร็งรังไข่ มะเร็งทางเดินอาหาร มะเร็งระบบปัสสาวะ มะเร็งปอด มะเร็งสมอง มะเร็งกระดูก มะเร็งเนื้อเยื่อบริเวณศีรษะและคอ อีกทั้งยังช่วยลดผลข้างเคียง เช่น ผิวหนังอักเสบจากการรักษามะเร็งด้วยการฉายรังสีรักษา (Radiation dermatitis)การใช้สารสกัดจากขมิ้นเข้มข้นผ่านทางทางหลอดเลือดดำจะมีประสิทธิภาพในการรักษาโรคมะเร็งดีกว่าการรับประทาน เพราะสารสกัดจากขมิ้นเข้มข้นถูกดูดซึมในระบบทางเดินอาหารได้น้อยการรักษามะเร็งสารสกัดจากขมิ้นเข้มข้นหรือเคอคูมินมีคุณสมบัติ ดังนี้หยุดการเจริญเติบโตและการแพร่กระจายกลายพันธ์ของเซลล์มะเร็งช่วยในการขัดขวางการแบ่งตัว กลายพันธุ์ และการเพิ่มจำนวนของเซลล์มะเร็งลดการอักเสบและกระตุ้นกระบวนการแตกทำลายของเซลล์มะเร็ง (Apoptosis)ช่วยยับยั้งการสร้างโปรตีนที่มากระตุ้นการเติบโตของเซลล์มะเร็ง ทำให้สามารถช่วยควบคุมการเจริญของมะเร็งได้ยับยั้งการสร้างเส้นเลือดใหม่ของเซลล์มะเร็ง จึงลดการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็ง (Metastasis)สารสกัดจากขมิ้นเข้มข้น ยับยั้งขบวนการเจริญเติบโตของมะเร็งในขั้นของการสร้างโปรตีนควบคุมการเจริญเติบโต ซึ่งในเนื้อเยื้อมะเร็งจะมีการสร้างโปรตีนกระตุ้นการเพิ่มจำนวนของเซลล์ออกมามากผิดปกติ ทำให้เซลล์เจริญผิดปกติ เป็นมะเร็งในที่สุด สารสกัดจากขมิ้นเข้มข้น ยับยั้งโปรตีนหรือยับยั้งตัวรับโปรตีนซึ่งเป็นตัวที่ควบคุมการเจริญเติบโตของมะเร็ง และยังเป็นการรักษาแบบพุ่งเป้าที่ไม่ส่งผลกระทบกับเซลล์ปกติอีกด้วย

สารสกัดเควอซิทินเข้มข้น (Quercetin)

เควอซิทิน เป็นสารที่อยู่ในกลุ่มฟลาโวนอย์ที่พบได้มากในอาหารจำพวก แอปเปิล องุ่นแดง หัวหอม ราสเบอร์รี่ น้ำผึ้ง ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ ผลไม้รสเปรี้ยวและผักใบเขียวและเป็นที่รู้กันดีว่าฟลาโวนอยด์นั้นเป็นสารเปี่ยมไปด้วยคุณประโยชน์ทางสุขภาพต่อร่างกายมนุษย์ไม่ว่าจะเป็นฤทธิ์ต้านเนื้องอกและฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ นอกจากนี้ฟลาโวนอยด์หลายชนิดก็มีฤทธิ์ต้านเนื้องอกผ่านกระบวนการอะพอพโทซิสหรือการตายของเซลล์และการยับยั้งวัฏจักรของเซลล์ซึ่งจัดเป็นกลไกที่ใช้ป้องกันการเกิดมะเร็งชนิดต่างๆ

เมื่อให้เควอซิทินร่วมกับยาเคมีบำบัดจะมีฤทธิ์ช่วยลดภาวะดื้อต่อยารักษาโดยคงสภาพยาในเซลล์มะเร็งทำให้เห็นผลการรักษาได้ดีขึ้น

• ลดภาวะการดื้อต่อยาโดยยับยั้งฮีทช็อคโปรตีน 70 (HSP-70) การยับยั้งโปรตีนนี้จะช่วยควบคุมสมดุลและลดโครงสร้างที่ซับซ้อนง่ายต่อเอื้อต่อการเกิดการผ่าเหล่าของโปรตีนอื่นๆ อย่าง p53 และฮีทช็อคโปรตีนส่งผลให้เซลล์เนื้องอกกลายสภาพกลับเข้าสู่วงจรของเซลล์ปกติแบบที่ควรจะเป็น

• เสริมประสิทธิภาพของรังสีรักษาและยาเคมีบำบัด

• ลดค่าอัตราการกรองไตอย่าง estimated Glomerular Filtration Rate (eGFR) และลดการส่งทอดสัญญาณผ่านวิถี HER2

• เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเซลล์ในระบบภูมิคุ้มกันอย่าง NK เซลล์และปรับระบบภูมิคุ้มกัน

• ช่วยจับกับตัวรับเอสโครเจนส์ประเภทที่ 2 บริเวณเซลล์ของเต้านม ลำไส้ใหญ่ ผิวหนัง เม็ดเลือดขาว สมอง เพื่อป้องกันการเกิดมะเร็ง

• ช่วยป้องกันการเพิ่มจำนวนของไวรัสทั้งชนิด RNA และ DNA

• เป็นสารต้านฮีสตามีนที่มีประสิทธิภาพรุนแรง (สามารถใช้แทนยาอย่าง cimetidine ในการบำบัดมะเร็งได้)

•ป้องกันการแพร่กระจายของเซลล์เนื้องอกไปยังแลคเตทส่งผลให้ดัชนีชี้วัดการเกิดเนื้องอกลดลงและกระตุ้นการเกิด การตายของเซลล์

• ช่วยป้องกันการแพร่กระจายและลุกลามของมะเร็ง

กลไกการทำงานของเควอซิทินคือลดการเพิ่มจำนวนของเซลล์โดยเร่งการเกิดปฎิกริยาอะพอพโทซิสหรือเร่งการตายของเซลล์และยับยั้งวัฏจักรของเซลล์ (ในระยะ G2/M หรือ G1) อีกทั้งยังมีประสิทธิภาพในการสร้างความเสียหายต่อดีเอ็นเอในระดับความรุนแรงต่ำและกระตุ้นการถ่ายทอดสัญญาณของ โปรตีนไคเนสอย่าง Chk2 ที่ทำหน้าที่เหนี่ยวนำโปรตีน p21 นอกจากนี้เควอซิทินยังมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระได้เป็นอย่างดีเนื่องจากตัวเควอซิทินนั้นมีประสิทธิภาพในการจับโลหะและต้านอนุมูลอิสระรวมไปถึงยับยั้งเอนไซม์ xanthine oxidase และปฏิกิริยาออกซิเดชันของลิพิดที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนสมดุลของอนุมูลอิสระ

สารสกัดชาเขียวเข้มข้น (EGCG)

จัดเป็นสารต้านอนุมูลอิสระจากธรรมชาติ ที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุดในชาเขียว และ มีความแรงของการต้านอนุมูลอิสระมากกว่า วิตามินซี และวิตามินอี 25-100 เท่า จากผลการศึกษาวิจัยคุณสมบัติของชาเขียวพบว่า EGCG มีคุณสมบัติช่วยลดการอักเสบ และปกป้องเซลล์จากการถูกทำลาย นอกจากนี้ยังพบว่าทำลายเซลล์มะเร็งและหยุดการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งได้EGCG มีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ทรงประสิทธิภาพ ช่วยในการป้องกันการเกิดโรคท่อเลือดแดงและหลอดเลือดแดงแข็ง (Atherosclerosis) โดยเฉพาะโรคหลอดเลือดอุดตัน (Coronary Artery Disease) จากการวิจัยพบว่า ชาเขียวสามารถช่วยลดคอเรสเตอรอลรวม และเพิ่มปริมาณคลอเรสเตอรอลชนิดดี(HDL) สารคาเทชิน (Catechins) สามารถช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็งได้ สามารถช่วยทำลายเซลล์มะเร็งและหยุดการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งได้ ทั้งนี้ ชาเขียวมีผลลัพธ์ทางการแพทย์ในเชิงบวกต่อการรักษามะเร็งประเภทต่อไปนี้ เช่น มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ มะเร็งทรวงอก มะเร็งรังไข่ มะเร็งปลายลำไส้ใหญ่หรือไส้ตรง มะเร็งหลอดอาหาร มะเร็งปอด มะเร็งตับ อ่อน มะเร็งต่อมน้ำอสุจิ มะเร็งผิวหนัง มะเร็งกระเพาะอาหาร ช่วยในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด สามารถช่วยป้องกันการเกิดโรคเบาหวานประเภทหนึ่ง และชะลอการเกิดโรคเบาหวาน หรือเมื่อโรคเบาหวานได้เริ่มต้นเกิดขึ้นแล้ว จะทำการควบคุมระดับน้ำตาลกลูโคสในร่างกายให้อยู่ในภาวะสมดุล  สารโพลีฟีนอลส์ (Polyphenals) ช่วยเพิ่มแบคทีเรียชนิดดีในลำไส้ จึงสามารถช่วยล้างพิษและกำจัดพิษในลำไส้ได้   ช่วยในการการป้องกันตับจากความเสียหายจากสารพิษต่างๆ เช่น แอลกอฮอลล์(Epigallocatechin gallate) EGCG เป็นอาวุธที่เข้าไปช่วยป้องกันปฏิกิริยา “ออกซิเดชั่น” อันเกิดจากเซลล์ในร่างกายทำปฏิกิริยากับออกซิเจนที่สามารถพบได้ในอากาศและปล่อย “สารอนุมูลอิสระ”

สารสกัดอะพิจินีนเข้มข้น (Epigenin)

อะพิจีนีน (Apigenin) เป็นสารที่ประเภทฟลาโวนอยด์ที่สามารถพบได้ในพืชผักที่อุดมไปด้วย secondary metabolite ของฟลาโวนอยด์อย่างฟลาโวนได้ทั่วๆ ไป ซึ่งเป็นสารที่ให้คุณประโยชน์สำคัญด้านการต้านอนุมูลอิสระ, ต้านอักเสบ และต้านมะเร็งรวมไปถึงรักษาโรคในมนุษย์หลายๆ โรคเนื่องจากมีฤทธิ์ส่งผลเกี่ยวเนื่องกับเซลล์เป้าหมายต่างๆ ในร่างกาย

อะพิจีนีนจะพบอยู่ในปริมาณมากในผัก (ผักชีฝรั่ง, ผักชี และหัวหอม), ผลไม้ (ส้ม), สมุนไพร (คาโมไมล์, โหระพา, ออริกาโน และโหระพา) และเครื่องดื่มที่ผลิตมาจากพืช (ชา, เบียร์และไวน์) เป็นหลักในรูปแบบสารประกอบเคลือบน้ำตาล (glycosylated)อีกทั้งอะพิจีนีนยังถูกจัดอยู่ในตัวยาสำคัญที่ใช้ในสมุนไพรทางการแพทย์แผนจีนอีกด้วย

         มะเร็งเป็นโรคที่มีสาเหตุมาจากความผิดปกติของเซลล์ทั้งการเพิ่มจำนวนและการแบ่งเซลล์ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้เนื่อเยื่อเกิด การเจริญผิดปกติไปและกลายเป็นเนื้องอกดังนั้นการรับประทานอาหารจากธรรมชาติที่มีส่วนผสมของสารประกอบโมเลกุล ขนาดเล็กอย่างฟลาโวนซึ่งเป็นสารที่เชื่อว่าส่งผลต่อสรีรวิทยาได้อย่างน่าทึ่งและมีความพิษต่ำรวมไปถึงเป็นสารที่ไม่ก่อให้ เกิดการกลายพันธุ์ของเซลล์ในร่างกายมนุษย์จึงได้รับความสนใจเป็นพิเศษในการพัฒนาต่อยอดไปเป็นสารต้านมะเร็ง

นอกจากนี้อะพิจีนีนยังให้ฤทธิ์ต้านมะเร็งโดยทำงานผ่านกลไกการควบคุมตอบสนองต่อภาวะไม่สมดุลของการเกิดอนุมูลอิสระหรือภาวะเครียดออกซิเดชั่นและสร้างความเสียหายต่อดีเอ็นเอ รวมไปถึงให้คุณสมบัติอื่นๆ อย่างลดการอักเสบ, ยับยั้งการเกิดหลอดเลือดใหม่, ชะลอการเพิ่มจำนวนเซลล์, เพิ่มปฏิกิริยาการเหนี่ยวนำของกระบวนการกลืนกินตัวเอง (autophagy) และการตายของเซลล์ (apoptosis)

โอโซนบำบัดเข้มข้น (High dose ozone)

การทำโอโซนบำบัดเป็นวิธีการบำบัดรักษาที่ใช้หลักในการปรับเปลี่ยนชีวเคมีของร่างกาย เพื่อเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันรวมถึงกำจัดจุลินทรีย์ เซลล์มะเร็ง และต่อการทำโอโซนบำบัด เป็นการการนำเลือดมากระตุ้นด้วยโอโซน ก่อนนำกลับคืนเข้าสู่ร่างกาย โดยกลไกการออกฤทธิ์ของโอโซน มีดังนี้ คือ

  • กำจัดเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส เชื้อรา ยีสต์ ซึ่งโอโซนจะไปทำลายผนังเซลล์ที่ห่อหุ้มแบคทีเรีย ยับยั้งการเติบโตของเชื้อรา ทำลายเปลือกหุ้มของไวรัสและยับยั้งการขยายพันธุ์
  • กระตุ้นเมตาบอลิซึมของออกซิเจน โดยกระตุ้นการสร้างพลังงานของเม็ดเลือดแดง ทำให้มีการปลดปล่อยออกซิเจนเข้าสู่เนื้อเยื่อมากขึ้น กระตุ้นการสร้างสารต้านอนุมูลอิสระและปกป้องผนังเซลล์ รวมถึงทำให้หลอดเลือดขยายตัว
  • กระตุ้นระบบภูมิต้านทาน โดยพบว่าโอโซนในความเข้มข้นระหว่าง 30 ถึง 55 แกมม่า จะให้ผลสูงสุดในการสร้างอินเตอร์เฟอรอน( Interferon) คือ โปรตีนชนิดหนึ่งที่ร่างกายสร้างขึ้นมาเพื่อกำจัดเชื้อโรค โดยเฉพาะอย่างยิ่งเชื้อไวรัส และสารอื่น ที่ไปกระตุ้นระบบภูมิต้านทาน

โอโซนบำบัดจึงมีประโยชน์ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของระบบการไหลเวียนเลือด กระตุ้นการผลิตเม็ดเลือดขาว ช่วยเพิ่มการผลิตพลังงานในไมโทรคอนเดรียให้เซลล์มีพลังงานมากขึ้น กระตุ้นให้ร่างกายสร้างเอนไซม์เพื่อต่อต้านอนุมูลอิสระ และลำเลียงสารอาหารไปเลี้ยงเซลล์ต่าง ทั่วร่างกายต้านสารพิษ โดยหลักการทางวิทยาศาสตร์โมเลกุลของโอโซนจัดเป็นโมเลกุลที่มีพลังงานในตัวสูงที่สามารถทำปฏิกิริยาออกซิเดชั่น หรือปฏิกิริยาที่เกี่ยวกับการรับถ่ายอิเล็กตรอนกับแร่ธาตุและสารประกอบต่าง ได้ดี จึงมีการนำคุณสมบัตินี้ของโอโซนมาทำประโยชน์ในหลายด้าน โดยเฉพาะในทางการแพทย์

แสงเลเซอร์บำบัด (Photodynamic therapy)

เป็นการใช้เลเซอร์พลังงานต่ำแต่มีความสามารถในการรักษาเนื้อเยื่อผ่านผิวลงไป ไม่ทำให้ผิวไหม้ โดยการทำให้อวัยวะหรือเนื้อเยื่อนั้น ๆ ถูกตอบสนองด้วยแสงอย่างมีประสิทธิภาพ โดย “การใส่สารเร่งปฏิกิริยาความไวของแสง (Photosensitizer) ” ซึ่งเทคนิคนี้มีการใช้แพร่หลายในการรักษาโรคมะเร็ง เพื่อการทำลายเซลล์มะเร็ง เพราะเซลล์มะเร็งนั้นเมื่อถูกกระตุ้นให้เกิดการรับแสงจะเกิดปฏิกิริยาซึ่งเป็นกระบวนการที่ทำให้เซลล์มะเร็งฝ่อ (Apoptosis)

วิธีและกลไกลการทำงานของสารเร่งปฏิกริยาความไวของแสง

เมื่อมีการใส่สารเร่งปฏิกิริยาความไวของแสงเข้าสู่ร่างกาย และมีการสัมผัสกับแสงจะส่งผลให้เซลล์มีความไวในการรับแสง 2-3 เท่า สารเร่งปฏิกิริยาความไวของแสงในปัจจุบันมีเป็นจำนวนมาก ซึ่งจะยกตัวอย่างสิ่งที่เราต่างรู้จักหรือเคยใช้กันมาบ้าง แต่อาจยังไม่ทราบว่าสิ่งนั้น คือ ตัวเร่งปฏิกิริยาความไวของแสง เช่น

♦ คลอโรฟิลล์ ช่วยให้การทำงานของแสงสีแดงดีขึ้น เมื่อดื่มเข้าไปคลอโรฟิลล์นี้จะไปอยู่ในเลือด พอเราใช้เลเซอร์พลังงานต่ำที่เป็นแสงสีแดง จะส่งผลให้การทำงานของแสงสีแดงมีประสิทธิภาพขึ้น เนื่องจากคลอโรฟิลล์ คือ สารเร่งปฏิกิริยาของแสงสีแดงนั่นเอง เพราะฉะนั้นเมื่อต้องการให้แสงสีแดงช่วยในการลดปวด หรือสร้างความตื่นตัวของร่างกาย สามารถดื่มคลอโรฟิลล์ และรับการรักษาด้วยเลเซอร์โดยใช้แสงสีแดง หรือนาฬิกาเลเซอร์ก็ได้เช่นเดียวกัน

♦ เคอคูมิน เป็นสารชนิดหนึ่งในขมิ้นที่จะช่วยให้การทำงานของแสงสีน้ำเงินดีขึ้นในด้านการฆ่าเชื้อและลดการอักเสบ ดังนั้นเมื่อทานเคอคูมินแล้วใช้แสงสีน้ำเงินในการรักษาจะช่วยให้สามารถฆ่าเชื้อในเลือดได้ดีขึ้น เช่น กรณีป่วยเป็นไข้หวัด ภูมิต้านในร่างกายไม่ดี เป็นต้น

♦ สารสกัดจากสมุนไพรเซนต์จอห์นเวิร์ต (St. John’s Wort Extract) ช่วยให้การทำงานของแสงสีเหลืองดีขึ้น เมื่อทานสารสกัดจากสมุนไพรเซนต์จอห์นเวิร์ตและใช้เลเซอร์พลังงานต่ำที่เป็นแสงสีเหลืองในการรักษาจะช่วยให้แสงสีเหลืองทำงานดีและมีประสิทธิภาพมากขึ้นในด้านการรักษาโรคซึมเศร้า

♦  สำหรับการบำบัดรักษาในส่วนของโรคมะเร็งจะต้องใช้เลเซอร์ที่มีอัตรากำลังในการส่งที่ลึก ซึ่งแสงสีแดงและอินฟราเรด คือ พลังแสงสีที่สามารถลงไปได้ลึกกว่าแสงสีอื่น ๆ จึงต้องใส่ Choline-B 6 สารเร่งปฏิกิริยาของแสงที่เหมาะกับการทำงานของแสงสีแดง และ ICG สารเร่งปฏิกิริยาความไวของแสงที่เหมาะกับการทำงานของอินฟราเรด ซึ่งสารทั้ง 2 ชนิด เป็นสารเร่งปฏิกริยาความไวของแสง ซึ่งในทางการแพทย์แผนปัจจุบันมีการใช้เพื่อการตรวจวินิจฉัย และเป็นสารที่ไม่มีพิษ ไม่มีผลเสียกับร่างกาย โดยใช้หลักการกระตุ้นด้วยสารเร่งปฏิกิริยาความไวต่อแสง ซึ่งมีความไวพิเศษกับเซลล์ที่เป็นมะเร็ง เซลล์ที่มีการกลายพันธุ์ เมื่อฉีดเข้าสู่กระแสเลือด เซลล์มะเร็ง เซลล์ที่มีการกลายพันธุ์ เนื้อเยื้อที่เป็นเนื้องอกจะถูกย้อมด้วยสารนี้ และหลังจากนั้นจึงทำการรักษาโดยใช้เลเซอร์ในจุดนั้น ๆ เซลล์มะเร็งจะถูกทำลาย โดยที่เซลล์ปกติไม่มีผลกระทบใดๆ เทคนิคนี้จึงเป็นการรักษามะเร็งแบบไม่เป็นพิษ และพุ่งเป้าทำลายเฉพาะเซลล์มะเร็งเท่านั้น สารเร่งปฏิกริยาความไวของแสง (Photosensitizer) นอกจากจะมีประโยชน์ในตัวเองแล้ว ในมุมของการรักษาด้วยเลซอร์นับว่ามีประโยชน์เป็นอย่างมากอีกด้วย

อินซูลินบำบัด (IPT)

IPT คือการรักษามะเร็งแบบพุ่งเป้าเพื่อกำจัดเซลล์มะเร็งร่วมกับการใช้ยาหรือสารสกัดธรรมชาติเข้มข้น เช่น สารกัดเคอคูมินจากขมิ้นชัน หรือสารสกัดเควอซิทิน โดยการฉีดอินซูลินขนาดต่ำๆ จะไปทำงานกับเยื่อหุ้มเซลล์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของยา ในการกำจัดเซลล์มะเร็ง ซึ่งอินซูลิน นั้นเป็นฮอร์โมนที่ทำหน้าที่นำน้ำตาลกลูโคสเข้าสู่เซลล์ เซลล์มะเร็งไม่สามารถใช้อ็อกซิเจนในการเผาผลาญกลูโคสเพื่อให้ได้พลังงานได้สมบูรณ์ ตรงกันข้ามกับเซลล์ปกติที่สามารถสร้างพลังงานได้ 38 ATP จากกลูโคส 1โมเลกุล ขณะที่เซลล์มะเร็งสร้างพลังงานได้แค่ 2 ATP จากกลูโคส 1 โมเลกุล เซลล์มะเร็งจึงมีความต้องการน้ำตาลมากกว่าเซลล์ปกติถึง 19 เท่า เพื่อให้ได้พลังงานตามที่ต้องการ เซลล์มะเร็งจึงเป็นเซลล์ที่มีตัวรับอินซูลินจำนวนมาก การฉีดอินซูลินก่อนให้ยา/สารสกัดธรรมชาติประมาณ 15-20 นาที ช่วยให้เซลล์มะเร็งเปิดรับยาได้มาก เพราะมีตัวรับอินซูลินมากกว่าเซลล์ปกติ จากนั้นจึงตามด้วยการให้ยาหรือสารสกัดธรรมชาติเข้มข้นที่จาเพาะต่อมะเร็งชนิดต่างๆ วิธีนี้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการรักษาและยังช่วยลดการเกิดผลข้างเคียงที่เกิดจากการกำจัดเซลล์มะเร็งด้วย

สารสกัดอาทิซูเนทเข้มข้น (Artesunate)

อาทิซูเนท คือ ยาสำหรับใช้ในการรักษาต้านโรคมาลาเรีย ซึ่งสกัดมาจากเปลือกไม้และมีคุณสมบัติหลายด้าน โดยมีการใช้ทางการแพทย์แผนจีนและการแพทย์แผนตะวันออกมาเป็นเวลาหลายพันปี เช่น เพื่อการฆ่าพยาธิ การดีท็อกซ์ และรักษาโรคมาลาเรีย  จากการศึกษาของมหาวิทยาลัยวอชิงตัน พบว่า อาทิซูเนท ออกฤทธิ์จำเพาะต่อการทำลายเซลล์มะเร็ง โดยส่งผลกับธาตุเหล็ก ซึ่งธาตุเหล็กนั้นเป็นแร่ธาตุที่ก่อให้เกิดอนุมูลอิสระ ยังเป็นตัวขับเคลื่อนที่ทำให้เกิดการอักเสบ และมีส่วนช่วยให้เซลล์มะเร็งเจริญเติบโตได้ดีขึ้น  ทั้งนี้ ในเซลล์มะเร็งเป็นเซลล์ที่มีแนวโน้มมีธาตุเหล็ก เราจึงใช้อาทิซูเนทเพื่อเข้าไปทำปฏิกิริยากับธาตุเหล็กปกติให้เปลี่ยนเป็นธาตุเหล็กที่มีสภาวะเป็นพิษ และด้วยเซลล์มะเร็งมีธาตุเหล็กจึงทำให้ธาตุเหล็กนั้นส่งผลความเป็นพิษให้เกิดกับเซลล์มะเร็ง แต่ในทางกลับกันเซลล์ปกติไม่ได้มีธาตุเหล็กอยู่มาก จึงไม่เป็นพิษกับเซลล์ปกติ  โดยการศึกษาพบว่า อาทิซูเนท มีคุณสมบัติในการทำลายเซลล์มะเร็งได้มากกว่าเซลล์ปกติถึง 100 เท่า และยังพบว่าในเซลล์มะเร็งมีธาตุเหล็กมากกว่าเซลล์ปกติ 34,000 เท่า โดยกลไกการออกฤทธิ์ของอาทิซูเนทยังเข้าไปสกัดกั้นการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็ง การใช้อาทิซูเนทจึงเป็นการรักษาแบบพุ่งเป้าไปยังเซลล์มะเร็งซึ่งให้ผลที่ดี

สารสกัดเปลือกแอปริคอทเข้มข้น (Amigdalin)

วิตามินบี 17 หรืออะมิกดาลิน (Vitamin B 17 or Amygdalin )

วิตามินบี 17 หรือเรียกอีกชื่อว่า อะมิกดาลิน เป็นสารตามธรรมชาติที่พบในพืชบางชนิด เช่น เมล็ดอัลมอลด์ เมล็ดแอปปิคอต ซึ่งในเชิงการรักษาแบบธรรมชาติบำบัด อะมิกดาลิน มีคุณสมบัติในการรักษามะเร็งตามธรรมชาติ มีประสิทธิภาพสูงและออกฤทธิ์เฉพาะกับเซลล์มะเร็ง ซึ่งโครงสร้างของอะมิกดาลินจะมีสารไซต์ยาไนต์ (Cyanide) ที่ไม่มีพิษ เพราะอยู่ในสภาวะที่ถูกล้อมรอบด้วยโมเลกุลของน้ำตาลทำให้พิษของสารไซต์ยาไนต์หายไป จึงไม่เป็นพิษกับเซลล์มนุษย์  ด้วยเซลล์มะเร็ง เป็นเซลล์ที่เกิดจากระบบเผาผลาญที่มีความผิดปกติ เซลล์มะเร็งจึงสร้างเอนไซม์ เบตากลูโคนิเดรส (Beta-glucuronidase) ซึ่งเป็นเสมือนตัวสำหรับตัดโมเลกุลของน้ำตาลเข้าสู่เซลล์มะเร็ง ดังนั้นเราจึงใช้อะมิกดาลินเป็นตัวล่อหลอก เมื่อเซลล์มะเร็งดึงอะมิกดาลินเข้าไปในเซลล์มะเร็ง จึงทำให้สารไซยาไนต์ที่แต่เดิมไม่เป็นพิษกับเซลล์ปกติ แต่เป็นพิษกับเซลล์มะเร็งส่งผลความเป็นพิษต่อไปที่เซลล์มะเร็ง

นอกจากโครงสร้างของอะมิกดาลินจะมีสารไซต์ยาไนต์แล้ว ยังมีสารเบนซิลดีไฮด์ (Benzaldehyde) ซึ่งเป็นสารแอลดีไฮด์ (Aldehyde) พบว่าจะไปจับกับคอเลสเตอรอลและไขมัน ทำให้สามารถซึมผ่านเข้าเซลล์ได้ทำให้ไปสกัดกระบวนการสร้างเซลล์มะเร็ง ทำให้เซลล์มะเร็งไม่สามารถดึงน้ำตาลไปเป็นอาหาร อีกทั้งยังสกัดการสร้างพลังงานของเซลล์มะเร็งทำให้เซลล์มะเร็งอ่อนแอ เบนซิลดีไฮด์จึงมีฤทธิ์ในการฆ่ามะเร็ง

อะมิกดาลิน ยังเกี่ยวข้องกับการควบคุมระดับของโซเดียมและโพแทสเซียมที่เส้นประสาท จึงช่วยลดการชักนำสัญญาณไฟฟ้าของเส้นประสาทที่ถูกชักจูงด้วยเซลล์มะเร็ง เพราะสัญญาณไฟฟ้าที่เส้นประสาทของเซลล์มะเร็งโดยทั่วไปจะเป็นการนำสัญญาณความปวดจากก้อนมะเร็ง เพราะฉะนั้นเมื่ออะมิกดาลินสามารถสกัดกั้นการชักนำสัญญาณนี้ได้ ก็ย่อมช่วยลดความปวดจากมะเร็งได้อีกด้วย

นอกจาก อะมิกดาลินจะสกัดกั้นกลไกของโซเดียมและโพแทสเซียมที่เส้นประสาทแล้ว ยังมีผลกับการสังเคราะห์เมธฮีโมโกลบิน (Methemoglobin) ซึ่งมีผลช่วยในการควบคุมความปวด อะมิกดาลิน จึงไม่เพียงเป็นตัวทำลายมะเร็ง ยังมีคุณสมบัติสกัดกั้นไม่ให้เซลล์มะเร็งดึงน้ำตาลไปเป็นอาหารให้กับมะเร็ง พร้อมกับสามารถช่วยลดอาการปวดได้อีกด้วย และการบำบัดรักษาด้วยอะมิกดาลิน ยังไม่ต้องกังวลว่าจะส่งผลกับเซลล์ปกติ เพราะเซลล์ปกติดึงน้ำตาลไปเป็นอาหารน้อยกว่าเซลล์มะเร็งถึง 19 เท่า อะมิกดาลินจึงไม่ค่อยมีผลกับเซลล์ปกติ  อย่างไรก็ตาม การใช้อะมิกดาลินมีข้อควรระวัง คือ อาจทำให้การทำงานของต่อมฮอร์โมนไทรอยด์ต่ำลง เพราะเมื่อเกิดไซยาไนต์จะส่งผลให้เกิดไทโอไซยาเนต (Thiocyanate) และมีผลกับไอโอดีนในต่อมไทรอยด์ ทำให้ต่อมฮอร์โมนไทรอยด์ทำงานได้น้อยลง ดังนั้นคนไข้ที่มีปัญหาฮอร์โมนไทรอยด์ไม่แข็งแรง จำเป็นต้องบริโภคไอโอดีน รับประทานอาหารที่มีไอโอดีนเพิ่ม อย่างสาหร่าย และตรวจติดตาม พร้อมทั้งอาจต้องมีการเติมฮอร์โมนไทรอยด์ทุก ครั้ง ที่มีการรักษาด้วยอะมิกดาลิน

สอบถามข้อมูล

เกี่ยวกับการรักษาของเรา

โทรหาเรา

+66 (0) 655 896 964

อีเมล

contact@akesisoncology.com

แผนที่และเส้นทาง

คลิก

Sitemap

เกี่ยวกับเรา

อคีซีส ไลฟ์

ทีมแพทย์

วิสัยทัศน์/พันธกิจ

แอ็บโซลูท เฮลธ์ กรุ๊ป

การกระทำ

ติดต่อเรา

สอบถามข้อมูล

บทความทางการแพทย์

บทความ

วิดีโอ

วิจัย

จากใจผู้รับบริการ

คู่มือผู้รับบริการ

นัดหมายปรึกษาออนไลน์ฟรี

เทรนนิ่งและเวิร์คชอป

อคีซีส ไลฟ์ : ศูนย์การแพทย์รักษามะเร็งเชิงบูรณาการ
ชั้น 21 อาคาร 253 อโศก (253 Asoke Building) ถนนสุขุมวิท 21  แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ 10110