+66 (0) 655 896 964 [email protected]
  • English
  • ไทย

เส้นทางการรักษาของเรา

กลไกลการยับยั้งการสร้างเซลล์มะเร็ง

ถ้าเราไม่หยุดยั้งการสร้างเซลล์มะเร็ง แต่มุ่งเน้นไปที่การทำลายเซลล์มะเร็งเพียงอย่างเดียวด้วยวิธีต่าง ๆ อย่างการผ่าตัด การทำเคมีบำบัด และการทำรังสีรักษา ซึ่งไม่ใช่การรักษาที่ทำให้หายขาด และพอถึงจุดหนึ่งเซลล์มะเร็งก็จะกลับมาเป็นใหม่ได้อีกครั้ง

ดังนั้น การรักษามะเร็งแบบบูรณาการ นอกจากการรักษาที่จะพยายามทำลายเซลล์มะเร็ง ยังมุ่งเน้นไปที่กลไกลซึ่งเป็นสาเหตุ โดยการปรับเปลี่ยนสภาพสิ่งแวดล้อมภายในและภายนอกเซลล์ให้มีความแข็งแรง จนกระทั่งไม่มีเซลล์มะเร็งใหม่เกิดขึ้นมาอีก

แต่สำหรับการกำจัดเซลล์มะเร็งตามแบบแผนการรักษาทั่ว ๆ ไปนั้น ถ้าไม่มีกระบวนการรักษาที่ยับยั้งการสร้างเซลล์มะเร็งใหม่ร่วมด้วย อาจทำให้เซลล์มะเร็งตอบสนองต่อการรักษาได้ดีในช่วงแรก ประมาณ 9 เดือน – 2 ปี โดยเฉลี่ย ซึ่งในหลาย ๆ ครั้งหลังจากนั้น มะเร็งก็จะกลับมาใหม่อีกครั้ง และการกลับมาใหม่หรือการเป็นซ้ำจะมีความรุนแรงกว่าเดิมและกำจัดได้ยากยิ่งขึ้น เพราะเซลล์มะเร็งจะเริ่มดื้อยาหรือตอบสนองต่อการรักษาลดลง

อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการกำจัดเซลล์มะเร็งตามแบบแผนการรักษาทั่วไปด้วยวิธีการผ่าตัด การเคมีบำบัด และการทำรังสีรักษา แต่ถ้าไม่มีการแก้ไขกลไกลที่เป็นสาเหตุ เซลล์มะเร็งก็จะอาจกลับมาเป็นใหม่ อีกทั้งยังเป็นเหตุผลที่ทำให้เกิดการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็ง

 

ภายหลังจากการทำเคมีบำบัด

การรักษามะเร็งตามแบบแผนการรักษาทั่ว ๆ ไปที่มีการผ่าตัด การทำเคมีบำบัด และการทำรังสีรักษา เมื่อผู้ป่วยได้รับรักษาด้วยวิธีการทำเคมีบำบัดและรังสีวินิจฉัย ภายหลังจะมีการตรวจติดตามผลการรักษาด้วยเพทซีที สแกน (PET/CT Scan) โดยผลตรวจจะแสดงให้ทราบถึงลักษณะของเนื้อเยื้อมะเร็งที่มีการเจริญเติบโต มีการแพร่กระจาย แต่เพทซีที สแกนไม่สามารถบอกได้ถึงเซลล์มะเร็งที่ยังหลบซ่อนอยู่ในร่างกาย จึงกล่าวได้ว่า แม้ผลเพทซีที สแกนจะแสดงว่าตรวจไม่พบเนื้องอกมะเร็งที่มีการเจริญเติบโต แต่นั่นก็ไม่ได้แปลว่าจะไม่มีเซลล์มะเร็งที่กำลังแฝงตัวอยู่ในร่างกายของผู้ป่วย เพราะเพทซีที สแกนจะตรวจพบก้อนเนื้อมะเร็งได้ ถ้าก้อนเนื้อมีขนาดราว ๆ 5 มิลลิเมตร ขึ้นไป ถ้าเล็กกว่านั้นหรือในระดับเซลล์ก็อาจตรวจไม่พบ

การที่ผลตรวจแสดงว่าไม่พบเซลล์มะเร็ง ไม่ได้แปลว่าไม่มีเซลล์มะเร็ง

ในบางครั้งผู้ป่วยได้รับการรักษาจนกระทั่งผลตรวจโดยเครื่องเพทซีที สแกน ระบุว่า ตรวจไม่พบเซลล์มะเร็ง ซึ่งผู้ป่วยก็จะมองว่าเป็นปกติแล้ว แต่ในความเป็นจริงไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีเซลล์มะเร็งหลบซ่อนอยู่ แม้จะมีเพียงเซลล์มะเร็งแค่เซลล์เดียวที่หลบซ่อนในร่างกายย่อมทำให้เกิดโรคได้ เพราะต้นกำเนิดการเกิดโรคมะเร็งก็เกิดขึ้นจากเซลล์มะเร็งเพียงเซลล์เดียวที่มีความผิดปกติ

เพราะฉะนั้นการตรวจเพทซีที สแกน แม้แสดงผลว่าไม่พบเซลล์มะเร็งแล้ว ก็ไม่ได้แปลว่าไม่มีเซลล์มะเร็ง เพราะถ้าหากโชคร้ายในร่างกายมีเซลล์มะเร็งหลบซ่อนอยู่จริงและไม่ได้รับการรักษา จะทำให้เซลล์มะเร็งพยายามปรับพันธุกรรมเพื่อกลับมาพัฒนาเพื่อเจริญเติบโตอีกครั้ง และขณะเดียวกันในช่วงที่มีการทำเคมีบำบัด ภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยจะมีความอ่อนแอตามไปด้วย

ดังนั้นถ้าเซลล์มะเร็งไม่ได้รับการกำจัดให้หมดไปตั้งแต่แรก และภูมิต้านทานของผู้ป่วยก็ไม่แข็งแรงพอที่จะสู้กับเซลล์มะเร็ง จึงเป็นที่มาที่ทำให้เซลล์มะเร็งมีการลุกลามและเกิดเป็นโรคขึ้นใหม่อีกครั้ง

การวิเคราะห์แก่นแท้ของต้นไม้ที่มีลูกแอปเปิ้ลเป็นพิษ

ถ้าคุณมีต้นไม้ที่ป่วย และผลแอปเปิ้ลที่ออกมาผิดปกติเป็นพิษ เปรียบเสมือนกับร่างกายของคนที่ป่วย และมีเนื้องอกเกิดขึ้นในอวัยวะใดอวัยวะหนึ่ง ดังนั้นเพื่อจะทำลายแอปเปิ้ลพิษจึงได้มีการตัด เผา หรือฉีดสารเคมี ซึ่งนั่นก็ไม่ได้ทำให้ต้นไม้กลับมาแข็งแรง เพราะต้นตอของปัญหายังไม่ได้ถูกกำจัด และในภายภาคหน้าก็ยังจะมีแอปเปิ้ลพิษออกมาได้มากขึ้นอีก

ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ? เพราะการที่ต้นไม้ก่อให้เกิดแอปเปิ้ลพิษ แปลว่า น้ำ ดิน สภาพแวดล้อม สภาพอากาศของต้นไม้ คือต้นเหตุที่ทำให้เกิดสภาวะเป็นพิษของต้นไม้ ฉะนั้นการรักษาจึงไม่ใช่แค่การทำลายผลแอปเปิ้ลพิษ เพราะมันเป็นเพียงผลที่เกิดขึ้นจากปัญหาเท่านั้น

เพราะฉะนั้น เราจึงต้องมุ่งเน้นว่าจะทำอย่างไร จึงจะสามารถพรวนดิน แก้ไขสภาพดิน เปลี่ยนน้ำ เปลี่ยนสภาพน้ำในเซลล์ของต้นไม้ เพื่อไปเปลี่ยนสภาวะเป็นพิษในต้นไม้ให้เป็นต้นไม้ที่ไม่มีพิษ ซึ่งกลไกนี้หากเปรียบเทียบกับการรักษามะเร็ง ก็คือการยับยั้งการสร้างเซลล์มะเร็ง

เมื่อเห็นถึงข้อเท็จจริงในส่วนนี้ ย่อมทำให้ทราบว่าเซลล์มะเร็งเกิดขึ้นเพราะไม่สามารถทนกับแรงกดดันของสิ่งแวดล้อมรอบตัวได้ โดยสิ่งแวดล้อมรอบเซลล์เป็นเสมือนน้ำที่ไม่สะอาด และการที่จะทำให้สภาพเซลล์แข็งแรง ย่อมต้องเปลี่ยนน้ำ และการเปลี่ยนน้ำในเซลล์ก็เสมือนกับการเปลี่ยนอาหาร จึงต้องมีกลไกต่าง ๆ เหล่านี้ ได้แก่

  • การดื่มน้ำผักเพื่อการล้างพิษ
  • การรับประทานอาหารที่ช่วยให้เซลล์กลับมาทำงานได้อย่างแข็งแรง
  • ทานอาหารที่ไม่ส่งเสริมให้มะเร็งเจริญเติบโต เช่น อาหารที่คาร์โบไฮเดรตต่ำ
  • การสวนล้างลำไส้ใหญ่ การล้างสารพิษ
  • การกระตุ้นการไหลเวียนน้ำเหลือง
  • การออกกำลังกาย
  • การนอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอ
  • การปรับฮอร์โมนให้มีความสมดุล
  • การทำสมาธิ
  • การเล่นโยคะ การรำไทเก็ก
  • การฟื้นฟูและปรับสภาพจิตใจ

ศูนย์การแพทย์อคีซิสไลฟ์ เราคือทางเลือกของการรักษาโรคมะเร็ง

การรักษามะเร็งแบบพุ่งเป้าและการกำจัดมะเร็งผ่านทางระบบเผาผลาญหรือระบบเมตาบอลิซึมบำบัด

เทคนิคการรักษาด้วยวิธีนี้จะไม่ทำให้เกิดบาดเจ็บ ไม่มีผลข้างเคียง และไม่ส่งผลเสียกับร่างกาย

การรักษามะเร็งด้วยวิธีระบบเผาผลาญบำบัด นับว่าเป็นกลไกลใหม่ ๆ ของการรักษาที่มีแนวคิดว่า เซลล์มะเร็งเป็นเซลล์ที่เกิดจากระบบเผาผลาญที่มีความผิดปกติ และหากมองย้อนกลับไปถึงหลักการของต้นไม้และแอปเปิ้ลพิษจะทำให้เห็นว่า สารพิษคือตัวการทำลายกลไกการเผาผลาญระดับเซลล์ จึงทำให้เซลล์ไม่สามารถผลิตพลังงานได้ดี ก่อให้เกิดสภาวะกดดัน ความเครียด ส่งผลให้เซลล์เสื่อมตาย หรือเซลล์เกิดการกลายพันธุ์

ดังนั้น นอกจากการยับยั้งการสร้างเซลล์มะเร็งด้วยวิธีการต่าง ๆ แล้ว ปัญหาเซลล์ที่สูญเสียสภาพของระบบเผาผลาญปกติไป เราจะต้องเข้าไปแก้ไขด้วยเช่นเดียวกัน เพื่อให้กลไกการเผาผลาญที่ผิดปกติของเซลล์มะเร็งกลับมาเป็นระบบการเผาผลาญเช่นเดียวกับเซลล์ปกติ เพราะระบบการเผาผลาญแบบเซลล์ปกติ เป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้เกิดสภาวะการกำจัดเซลล์ที่หมดอายุ

แนวคิดการรักษามะเร็งด้วยวิธีระบบเผาผลาญบำบัด และการรักษามะเร็งแบบพุ่งเป้า เป็นการรักษาโรคมะเร็งที่ไม่เป็นพิษกับร่างกาย สามารถรักษาแบบเจาะจงไปที่เซลล์มะเร็ง โดยที่เซลล์ปกติไม่โดนทำร้าย และร่างกายไม่ต้องรับภาระหนักเหมือนเช่นการรักษาตามแบบแผนทั่วไปที่เน้นการผ่าตัด การทำเคมีบำบัด หรือการทำรังสีรักษา

การรักษามะเร็งด้วยระบบเผาผลาญบำบัด สามารถแบ่งออกเป็นวิธีต่าง ๆ  ดังนี้

  • การรักษาโดยใช้อินซูลินในการพุ่งเป้าต่อเซลล์มะเร็ง
  • การใช้คุณสมบัติทางยาของสารสกัดที่ได้จากพืช ผัก หรือสมุนไพรตามธรรมชาติ เช่น สารสกัดจากขมิ้นเข้มข้น (Curcumin)
  • การบำบัดโดยใช้ออกซิเจน ซึ่งอาจใช้การกระตุ้นผ่านทางโอโซน แสงยูวี หรือแสงเลเซอร์
  • การใช้วิตามินซีความเข้มข้นสูง
  • การใช้วิตามินบี 17
  • การใช้แสงเลเซอร์บำบัด
  • การใช้ความร้อนแบบเฉพาะที่หรือทั้งร่างกาย
  • การใช้เมตาบอลิกบำบัด

การกระตุ้นและส่งเสริมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน

การกระตุ้นและส่งเสริมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน คือ หัวใจหลักของการรักษามะเร็ง เพราะร่างกายคนเรามีความฉลาดและมีระบบการป้องกันตนเองที่ดีที่ใช้สำหรับการทำลายเชื้อโรค สิ่งแปลกปลอม และเซลล์มะเร็ง

ประเด็นสำคัญที่ทำให้เกิดโรคมะเร็ง คือ เม็ดเลือดขาวหรือภูมิคุ้มกันของร่างกายอ่อนแอ และเซลล์มะเร็งพยายามปรับเปลี่ยนโครงสร้างลักษณะเพื่อหลีกหนีการตรวจจับของระบบภูมิคุ้มกัน จากสิ่งสำคัญทั้งสองส่วนนี้จึงส่งผลทำให้เซลล์มะเร็งสามารถแบ่งเซลล์จนเป็นเนื้องอก และลุกลามจนกลายเป็นมะเร็งและแพร่กระจายไปยังอวัยวะต่าง ๆ

เพราะฉะนั้น หัวใจของการรักษา คือ ระบบภูมิคุ้มกัน เมื่อเป็นเช่นนั้นถ้าเราสามารถทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยกลับมามีประสิทธิภาพ แข็งแรง และสามารถสอนให้ระบบภูมิคุ้มกันเรียนรู้ลักษณะของเซลล์มะเร็ง ถึงแม้จะพยายามเปลี่ยนโครงสร้างเพื่อการตรวจจับก็ตาม กลไกลนี้จึงเป็นช่องทางที่จะเอาชนะเซลล์มะเร็ง

ตัวอย่างเช่น เซลล์มะเร็งจะมีการปลดปล่อยไนตริกออกไซด์ (NO) เพื่อยับยั้งเอนไซม์แซนทีน ออกซิเดรส (XO) ซึ่งกลไกนี้ เป็นปัจจัยสำคัญในการผลิตสารต่าง ๆ รวมถึงสารอนุมูลอิสระ ที่เป็นตัวการหลักที่ใช้ในการขับเคลื่อนระบบภูมิคุ้มกันเพื่อทำลายเซลล์มะเร็ง

ในความเป็นจริงแล้วยังมีกลไกจำนวนมากที่เกี่ยวข้องทำให้ระบบภูมิต้านทานไม่สามารถกำจัดเซลล์มะเร็งได้  เช่น  เอ็นไซม์นากาเรส (Nagalase) ที่ไปย่อยสลายแขนข้างหนึ่งของเม็ดเลือดขาว เนื่องจากเม็ดเลือดขาวที่ชื่อ แมกโครฟาจ (Macrophages) นั้นมีแขน ซึ่งต้องอาศัย “จีซี โปรตีนที่ทำงานควบคู่กับวิตามินดี” เพื่อให้เม็ดเลือดขาวข้ามผ่านเพื่อไปกำจัดเซลล์มะเร็ง  ดังนั้นเมื่อเอนไซม์นากาเรสถูกปล่อยออกมาไปย่อยสลายจีซี โปรตีน จึงทำให้แม้จะมีเม็ดเลือดขาวแต่ก็จะไม่สามารถกำจัดเซลล์มะเร็งได้

นอกจากนี้ ด้วยสภาวะแวดล้อมที่เซลล์มะเร็งอาศัยอยู่นั้นมีความเป็นพิษ จึงมีความเป็นกรดสูง เต็มไปด้วยสารพิษและอนุมูลอิสระ ทำให้ระบบเผาผลาญของเซลล์ไม่สามารถเผาผลาญจนถึงขั้นได้พลังงานตามปกติ และทำได้เพียงระดับการสลายน้ำตาล จากน้ำตาลไปเป็นกรดแลคติก จึงทำให้เกิดมีกรดแลคติกคั่งค้างรอบเซลล์มะเร็ง และไปเปลี่ยนแปลงการตอบสนองของภูมิคุ้มกัน เช่น การตอบสนองของ Th1 เป็น Th 2 ส่งผลให้การตอบสนองของภูมิคุ้มกันเปลี่ยนไป มีการผลิตไซโตไคน์ (Cytokines) อินเตอร์ลิวคิน (Interleukins) ชนิดที่เอื้อต่อการเติบโตของเซลล์มะเร็ง ทั้งยังไปกดภูมิต้านทาน เช่น การปลดปล่อยอินเตอร์ลิวคิน 10 ซึ่งเป็นตัวกดภูมิคุ้มกัน จึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายไม่สามารถกำจัดเซลล์มะเร็งได้

อีกทั้ง เซลล์มะเร็งยังมีการเชื่อมโยงกับไฟโบบลาสต์ (Fibroblasts) ให้เข้าไปช่วย โดยไฟโบบลาสต์สร้างโกรทแฟคเตอร์ (Growth Factor) ที่จะช่วยกระตุ้นให้เซลล์มะเร็งมีการเพิ่มจำนวน เจริญเติบโต และเซลล์มะเร็งยังอาจมีการเชื่อมโยงกับเซลล์ที่มาจากไขกระดูกซึ่งเป็นเซลล์ตั้งต้นของเซลล์เม็ดเลือดขาวที่โตไม่เต็มที่ ซึ่งเซลล์ตัวนี้มีส่วนสำคัญในการกดการทำงานของเม็ดเลือดขาวอื่น ๆ อย่าง เอ็นเคเซลล์ (NK Cell) ไซโตท็อกซิกทีเซลล์ (Cytotoxic T Cells)

จากข้อมูลตัวอย่างที่กล่าวข้างต้น จะทำให้เห็นว่าเซลล์มะเร็งพยายามจะเอาชนะภูมิคุ้มกันในร่างกาย ฉะนั้นการรักษาด้วยวิธีภูมิคุ้มกันบำบัด กระตุ้นและส่งเสริมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรงขึ้น จึงเป็นบทบาทสำคัญที่จะบอกว่าสามารถเอาชนะมะเร็งได้หรือไม่

ศูนย์การแพทย์อคีซิสไลฟ์ เล็งเห็นถึงความสำคัญของการกระตุ้นและส่งเสริมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน จึงมีการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการรักษาโดยวิธีภูมิคุ้มกันบำบัด และพัฒนาโปรแกรมการรักษาที่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกันที่จำเพาะในการกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยให้สามารถชนะเซลล์มะเร็ง หรือตอบสนองไปในทิศทางที่เป็นปฏิปักษ์กับเซลล์มะเร็ง และเปลี่ยนแปลงขั้วของภูมิต้านทานให้กลับมาอยู่ในโหมดการทำงานเพื่อเอาชนะเซลล์มะเร็ง เช่น การตอบสนองของ Th1 ที่เปลี่ยนเป็น Th2 เราก็จะไปเปลี่ยนแปลงขั้วของภูมิคุ้มกันให้กลับไปเป็น Th1 ดังเดิม เป็นต้น  สิ่งเหล่านี้เป็นรายละเอียดการทำงานในระดับเซลล์ของภูมิคุ้มกันที่จะช่วยให้เราสามารถจัดการหรือเอาชนะเซลล์มะเร็งที่อยู่ในตัวของผู้ป่วยได้

 

บทสรุป:

  • เซลล์มะเร็งมีความหลากหลาย และแตกต่างกันในแต่ละชนิดของเซลล์มะเร็ง ทั้งสามารถปลดปล่อยสารเคมีต่าง ๆ ที่จะทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของเราอ่อนแอลง และไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ในปัจจุบันการตอบสนองทางชีวเคมีต่าง ๆ ที่ทำให้มีการกดภูมิคุ้มกันโดยเซลล์มะเร็งถือได้ว่ามีความซับซ้อนเป็นอย่างมาก
  • จากการศึกษา ณ ปัจจุบัน สามารถทำการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันที่เสียไปให้กลับมาทำงานได้ดีดังเดิม เพื่อตรวจจับและทำลายเซลล์มะเร็งที่หลงเหลืออยู่ในร่างกาย
  • ภูมิคุ้มกันที่ได้รับการกระตุ้นจะต้องไม่ใช่ภูมิคุ้มกันที่ถูกเซลล์มะเร็งชักจูงไป แต่ต้องเป็นภูมิคุ้มกันที่มีคุณสมบัติในการควบคุมการเจริญเติบโตและลุกลามของเซลล์มะเร็ง

นายแพทย์ฉัตรชัย ศรีบัณฑิต, M.D.

นายแพทย์ฉัตรชัย ศรีบัณฑิต เป็นผู้ก่อตั้ง Akesis Life ผู้มีประสบการณ์ทางด้านการแพทย์บูรณาการณ์มากกว่าทศวรรษ เป็นอาจารย์แพทย์ที่ทุ่มเทชีวิตเพื่อศาสตร์การรักษาแบบบูรณาการณ์ ผู้มีหัวใจเพื่อการเรียนรู้อย่างไม่หยุดยั้ง และมุ่งหวังให้เพื่อนมนุษย์ได้มีโอกาสรับการรักษาที่ดีที่สุด

โทรหาเราเพื่อเรียนรู้วิธีที่เราสามารถช่วยได้

เรียนรู้ว่า Akesis Life สามารถนำคุณเข้าใกล้ชีวิตที่ปราศจากโรคมะเร็งได้อย่างไร

โทรเพื่อเรียนรู้เพิ่มเติม

เรียนรู้ว่า Akesis Life สามารถนำคุณเข้าใกล้ชีวิตที่ปราศจากโรคมะเร็งได้อย่างไร

ขอคำปรึกษา ฟรี!

โทรหาเรา

เยี่ยมชมเรา

ชั้น 21 ตึกอโศก 253
ถนนสุขุมวิท 21, คลองเตยเหนือ,
เขตวัฒนา , กรุงเทพมหานคร 10110

อีเมลล์